เข้าใจเขามากขึ้นว่าลูกป่วย

มกราคม 12, 2007 at 4:32 pm 1 ความเห็น

เมื่อก่อนตอนลูกใช้โทรศัพท์มากๆเราโมโห ใจร้อน เคยถึงขนาดดึงโทรศัพท์มาเขวี้ยงทิ้ง หักเลยนะ มันไม่ไหวแล้ว เพราะพูดดีๆก็แล้ว แต่เนื่องจากเราไม่เข้าใจเขาไง ทำไมเขาทำอย่างนี้กับเราได้ เขาแรงมาเราแรงไป มันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย… เดี๋ยวนี้เราใจเย็นขึ้น ต้องพยายามระงับอารมณ์สุดๆ ระงับโดยทำความเข้าใจว่าเขาป่วย แค่นี้ คำเดียว เขาป่วย เขาไม่สามารถจะมีความรู้สึกนึกคิด จะฟังเราพูดให้เข้าใจเรา บางทีเราพูดอะไรอย่างหนึ่ง เขาคิดไปอีกอย่างหนึ่งแล้ว เตลิดเปิดเปิงไป…”

“ลูกป่วยเป็นไฮเปอร์ไธรอยด์ตั้งแต่เล็กๆ เขามีความผิดปกติทางร่างกายและสมองไม่ค่อยดี แต่ก็รักษาแค่ทางด้านร่างกาย ไม่ได้รักษาทางจิตใจ และที่บ้านเลี้ยงดูเขามาอย่างตามใจ เขาเลยก้าวร้าว ดื้อรั้น พูดอะไรไม่เคยเชื่อฟังเราเลย มีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยดี ขโมยของตั้งแต่เล็กๆแล้ว เพราะไม่ได้ทานยาทางจิต พอเขาโตเข้าสู่วัยรุ่นเริ่มออกนอกลู่นอกทาง เรียนหนังสือในโรงเรียนปกติไม่ได้ ไม่มีโรงเรียนไหนรับเลย จึงต้องออกมาเรียน กศน. จนจบ ม.3 ช่วงนั้นมารักษาที่ศรีธัญญาแล้ว ยังทานยาอยู่ แต่ด้วยความที่คุณหมอไม่ค่อยมีเวลาพูดคุยด้วย ให้แต่ยามากินแบบนี้ๆ แต่ไม่มีการปรับยา ทำให้อาการเรื่องโรคจิตของลูกเราไม่ดีขึ้น ก็เลี้ยงกันไปแบบนี้ ดุกันบ้าง คือ มีความทุกข์อยู่ตลอด ­ไม่ได้มีความสุขอะไรมากมายว่าลูกเราจะหายหรือดีขึ้น เขาก็ยังก่อกวน ทำเรื่องนั้นเรื่องนี้วุ่นวายอยู่ในบ้านตลอด
“จนกระทั่งเขาป่วยขึ้นมาอีกรอบหนึ่ง เขาเริ่มไม่ทานยาแล้ว ดื้อรั้นมากๆ พอเราบอกให้ทานยาเขาก็ไม่ทาน ตอนหลังเลยขาดยาไปช่วงหนึ่ง อาการกำเริบขึ้นถึงขั้นจะทำร้ายเรา ทำร้ายยาย ขโมยของในบ้านไปขาย หมดเลยในบ้าน คอมพิวเตอร์ที่เขาชอบก็เอาไปขาย และไปเที่ยวผู้หญิง ไปหาผู้หญิงที่ใต้ถึงนราธิวาส ลงไปคนเดียวเลย เตลิดเปิดเปิงใกล้จะเป็นคนหลุดโลกไปแล้ว เราไม่ไหวแล้วจึงให้ตำรวจจับตัวมาที่ศรีธัญญา รักษาอยู่ที่นี่เลย 2 เดือน คุณหมอให้ทานยาให้เป็นเวลา เพิ่มยา ปรับยา แล้วเขาก็ดีขึ้น
“เมื่อพาออกจากโรงพยาบาลเราก็กังวลว่าเขาไม่มีงานทำ เราก็ต้องทำงาน เขาต้องอยู่บ้านคนเดียว เดี๋ยวก็เป็นอีกเพราะเหงา เราจึงถามคุณหมอว่ามีหน่วยงานไหนในโรงพยาบาลที่จะช่วยเราได้ คุณหมอก็แนะนำว่าให้มาที่ ศูนย์สายใยครอบครัว แล้วกัน ก็เลยพามาที่ศูนย์ และเขาก็มีกิจกรรมให้ทำ เช่น เพนท์แก้ว วาดรูป เล่นดนตรี ให้เขาได้ทำอะไรเพลิดเพลินไปวันๆหนึ่ง เช้ามาเย็นก็กลับบ้าน
“พอพาเข้ามาที่ศูนย์สายใยครอบครัวแล้วเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ไม่ก้าวร้าวรุนแรง และเขารู้ว่าเรารักเขา เมื่อก่อนไม่รู้ และไม่รู้ว่าตัวเองป่วย เขาคิดว่าเขาไม่ป่วย คิดอย่างเดียวว่าไม่ยอมกินยาแล้ว หายแล้ว ตอนนี้เขาดีขึ้น เริ่มรับตัวเขาเองว่าเขาเป็นผู้ป่วย เขาต้องทานยา เช้า เย็น ก่อนนอน เริ่มที่จะดูแลตัวเองได้ดี หุงข้าว ทำกับข้าว โทรมาหาเรารายงานตลอดว่าทำนู่นทำนี่ ก็ดีขึ้นเยอะ
“สำหรับตัวเองเห็นความเปลี่ยนแปลง คือ ทำให้เราเข้าใจเขามากขึ้นว่าเขาเป็นผู้ป่วย การกระทำบางอย่างของเขาซึ่งคนปกติเขาไม่ทำกันอย่างนี้ เราจะเข้าใจว่าเขาป่วยนะเขาถึงทำแบบนี้ จากเดิมเราคิดว่าเขาไม่ได้ป่วยก็เลยไปจัดการกับการกระทำของเขา แต่พอเราเข้าใจว่าเขาป่วยทำให้เราเข้าใจที่มาที่ไปของการกระทำ อย่างเมื่อก่อนตอนลูกใช้โทรศัพท์มากๆเราโมโห ใจร้อน เคยถึงขนาดดึงโทรศัพท์มาเขวี้ยงทิ้ง หักเลยนะ มันไม่ไหวแล้ว เพราะพูดดีๆก็แล้ว แต่เนื่องจากเราไม่เข้าใจเขาไง ทำไมเขาทำอย่างนี้กับเราได้ เขาแรงมาเราแรงไป มันไม่มีอะไรดีขึ้นเลย เดี๋ยวนี้ใจเย็นขึ้น เราต้องพยายามระงับอารมณ์สุดๆ ระงับโดยทำความเข้าใจว่าเขาป่วย แค่นี้ คำเดียว เขาป่วย เขาไม่สามารถจะมีความรู้สึกนึกคิด จะฟังเราพูดให้เข้าใจเรา บางทีเราพูดอะไรอย่างหนึ่ง เขาคิดไปอีกอย่างหนึ่งแล้ว เตลิดเปิดเปิงไป แต่หลังจากเข้ามาที่สายใยครอบครัวนี่ ยังไม่มีอะไรที่ทำให้เราหนักอกหนักใจมาก”

(แม่ผู้ป่วย)
< Previous

Entry filed under: ปรับทุกข์-เพิ่มสุข. Tags: .

โรคอารมณ์สองขั้ว นึกไม่ถึง…

1 ความเห็น Add your own

  • 1. บ้า  |  มกราคม 7, 2010 ที่ 9:22 pm

    จะเป็นบ้าตายเพราะถูกศูนย์พรากทุกอย่างจากผมไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Trackback this post  |  Subscribe to the comments via RSS Feed


คลังเก็บ


%d bloggers like this: